5 เทรนด์ Digital Workplace ยกระดับองค์กรสู่องค์กรดิจิทัล

Digital Workplace

Digital Workplace หรือการทำงานในรูปแบบที่นำเอาเครื่องมือดิจิทัลมาใช้งาน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นเป้าหมายของหลาย ๆ องค์กรในช่วงเวลาปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งการระบาดของโควิด-19 ทั้งการพัฒนาของเทคโนโลยี และการสื่อสาร ทำให้หลาย ๆ องค์กรถูกบังคับให้เริ่มต้นทำ Digital Transformation และทำให้การทำงานแบบดิจิทัล ถูกนำมาใช้ในหลายธุรกิจ

ดร.ชัยพัชร์ เลิศรักษ์ทวีกุล Chief Executive Officer & Founder – DeOne Academy สถาบันพัฒนาภาวะผู้นำและพัฒนาธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกเช่นนี้ ทำให้เราให้ความสำคัญของการที่พนักงานสามารถทำงานร่วมกันจากที่ใดก็ได้มากขึ้น การทำงานภายในสำนักงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ทำให้ทุกภาคส่วนเริ่มเข้าสู่ Digital Transformation เพื่อสร้างความคล่องตัวในการทำงานและรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

อันทำให้รูปแบบการทำงานแบบดิจิทัล กลายมาเป็นรูปแบบของการทำงานสมัยใหม่ ที่ช่วยให้พนักงานและองค์กรสามารถสื่อสาร ประสานกระบวนการทำงาน โดยผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สนับสนุนการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา

ดร.ชัยพัชร์ ระบุว่า รูปแบบการทำงานแบบดิจิทัลยังช่วยขับเคลื่อนให้การทำงานขององค์กรคล่องตัวมากขึ้น และประกอบกับยุค New Normal ในปัจจุบัน ที่หลายองค์กรเปิดให้มีการ Work from Home ทำให้การทำงานของพนักงาน มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Digital Workplace

5 อันดับเทรนด์ Digital Workplace ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเกิดขึ้นต่อไป

1. การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Workplace Anywhere)

ในปัจจุบันที่การระบาดของโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุดนี้ การทำงานในรูปแบบ New Normal เข้ามาแทนที่การทำงานในรูปแบบดั้งเดิม องค์กรให้ความสำคัญกับการทำงานระยะไกล และการร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ การ Work from Home กลายมาเป็นวิธีการทำงานงานในรูปแบบใหม่ โดยหัวใจหลักของการทำงานในรูปแบบนี้คือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ในองค์กร ที่จะสามารถสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ 

เช่น การประชุมภายใน การพบปะลูกค้า การสัมภาษณ์งาน เครื่องมือการทำงานร่วมกันในรูปดิจิทัล ที่สร้างปฏิสัมพันธ์แบบออนไลน์แทนการสื่อสารแบบ Face-to-Face เป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรต้องมีความพร้อม ที่จะจัดการพนักงานที่อยู่ในพื้นที่ต่างกัน สามารถเชื่อมต่อกัน ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในที่ใดก็ตาม เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้อย่างเต็มที่

2. Bring Your Own Device

ในปัจจุบันที่พนักงานเริ่มมีการใช้อุปกรณ์ส่วนตัว เช่น คอมพิวเตอร์, smart phone, tablet ในการทำงานมากขึ้น ทำให้ในหลายองค์กร มีการปรับใช้นโยบาย BYOD- Bring-your-own-device ที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในการทำงานภายในองค์กร ซึ่งเป็นการทำให้พนักงานมีความคล่องตัวในการทำงาน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้จากทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือ ที่สำนักงาน และ ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรอีกด้วย

นโยบาย BYOD นี้ ควรเป็นหนึ่งในนโยบายสารสนเทศขององค์กร ที่องค์กรต้องสามารถชี้ให้เห็นข้อดี ข้อเสีย ที่เกิดขึ้นจากการใช้นโยบายนี้ และควรเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลขององค์กรผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงานด้วย

3. Cloud Technology

จากการที่หลายองค์กรได้เริ่มมีการใช้การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ Cloud มากขึ้น เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานให้กับพนักงานในองค์กร เป็นเหตุให้เครื่องมือด้าน Productivity, Collaboration และ Communication เช่น อีเมล์ ประชุมออนไลน์ การจัดการเองการและแก้ไขเอกสาร บน Cloud ได้รับความนิยมมากขึ้น จนกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานชนิดใหม่ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้มีการทำงานแบบ Remote working เพิ่มมากขึ้น

Digital Workplace

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าองค์กรจะเลือกใช้เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีใดในการสร้างให้เกิดรูปแบบการทำงานแบบดิจิทัลในองค์กร สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล และเครื่องมือในการทำงานต่าง ๆ ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดกับการทำงานในยุค New Normal

4. กระบวนการทำงานแบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ (Digital Workflow and Automation)

จากการที่องค์กรปรับสู่การเป็น Digital Workplace ทำให้รูปแบบการจัดเก็บข้อมูล และเอกสารต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เก็บเป็นเอกสาร ในรูปแบบแฟ้มเอกสาร ไปสู่การจัดเก็บในรูปแบบ digital file ใน Server ของระบบ Cloud เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ส่งผลให้กระบวนการทำงานต่าง ๆ ในอดีตขององค์กร ที่ใช้เอกสารเป็นหลักในการดำเนินการ เช่น การลา การเบิกค่าใช้จ่าย เอกสารจากผู้ขาย/ผู้ผลิต หรือรายการคำสั่งซื้อ ต้องปรับรูปแบบเพื่อลดความยุ่งยากในการดำเนินการ และเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการภายในองค์กร ลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง และเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ในสภาวะที่พนักงานทำงานในพื้นที่ที่แตกต่างกัน

5. เทคโนโลยีสำหรับทุกคน

แนวโน้มที่สำคัญของ Digital Workplace คือ ผู้ใช้บริการจะเป็นผู้กำหนดและสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมาเอง เพื่อตอบสนองการใช้งานที่แท้จริง เนื่องจากมีเครื่องมือที่หลากหลายที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างนวัตกรรมได้เองโดยไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการ การสร้าง Platform เพื่อการพัฒนาSoftware หรือ Application ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการทำงานเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถพัฒนากระบวนการทำงานแม้ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของเทคโนโลยี

Digital Workplace

เชื่อได้ว่าอีกไม่นานหลาย ๆ องค์กรก็จะทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น Digital Workplace การยกระดับสู่องค์กรดิจิทัล จะช่วยองค์กรในการประหยัดต้นทุน ทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร และเพิ่มผลกำไรในระยะยาว การทำงานในรูปแบบ Digital Workplace ทำให้ไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่หรือเวลา องค์กรสามารถเลือกจ้างบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามต้องการได้ เนื่องจากพนักงานไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานในสำนักงานเช่นเดียวกับรูปแบบการทำงานแบบเดิม การนำแพลตฟอร์ม, Software หรือ Application บางตัวมาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน พร้อมทั้งสามารถปรับให้กระบวนการทำงานมีความยืดหยุ่นรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ยังช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานไปได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กรอีกด้วย

หากท่านต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับ Organization Transformation และ People Transformation สามารถกด Follow และ Like Page เพื่อไม่พลาดข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติม นะครับ และหากท่านต้องการพัฒนาทักษะด้านการบริหารของท่านให้แกร่งมากขึ้น หลักสูตร TEN X ของเรา จะช่วยให้ท่านปรับเปลี่ยนองค์กรให้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ท่านสามารถติดต่อรายละเอียดได้ที่ DeOne Academy ครับ


 

สนใจดูรายละเอียดโปรแกรมเพิ่มเติม คลิก: TEN X.UTCC หรือ TEN X

สนใจสอบถามรายละเอียด ติดต่อได้เลยที่
Facebook:  DeOne Academy หรือ TEN X
คุณศุภเสริฐ(กอฟ) โทร: 098-424-5241
คุณวรพรรณ(แพร์) โทร: 096-845-4698

แชร์โพสต์นี้